Blog

5 สิ่งที่ควรทำก่อนสิ้นปี ถ้าปีใหม่อยากมีการเงินที่มั่นคง

“5 สิ่งที่ควรทำก่อนสิ้นปี ถ้าปีใหม่อยากมีการเงินที่มั่นคง”

📄 ก่อนจะเริ่มปีใหม่ อย่าเพิ่งรีบตั้งเป้าใหม่ ถ้ายังไม่ได้เคลียร์สิ่งเก่าก่อน! ✅ ตรวจเครดิตบูโรเพื่อเช็กสุขภาพทางการเงินว่ามีหนี้หรือสถานะค้างชำระที่ควรแก้ไหมก่อนจะขอสินเชื่อหรือวางแผนลงทุนในปีหน้า ✅ ปรับงบรายเดือนปีที่ผ่านมาอาจมีรายรับ–รายจ่ายเปลี่ยนไป เช่น ค่าครองชีพสูงขึ้นควรอัปเดตงบประมาณให้ตรงความจริง ✅ ปิดหนี้เล็ก ๆถ้ามีหนี้ที่เหลือยอดไม่มาก เช่น บัตรเครดิต หรือหนี้เพื่อนควรจัดการก่อนปีใหม่ เพื่อเริ่มต้นอย่างเบาใจ ✅ ตรวจสอบกองทุน และประกันสิ้นปีคือช่วงเวลาสำคัญในการดูว่าความคุ้มครองยังพอไหมหรือจะปรับเพิ่มกองทุนลดหย่อนภาษีให้ครบ ✅ ทบทวนพฤติกรรมใช้เงินมองย้อนดูนิสัยการใช้เงินของตัวเองปีนี้ เช่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตรงไหนหรืออะไรที่ทำให้เงินหายโดยไม่รู้ตัว “การเริ่มต้นใหม่ที่ดีที่สุด ไม่ใช่เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากพื้นฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม” วางแผนการเงิน #สรุปสิ้นปี #สุขภาพการเงิน #iMoneyPartner #MoneySavingTips #FinancialEducation

See More

💰เมื่อเงินอยู่ถูกที่ มีแต่ผลตอบแทนที่เติบโต 💰

ถ้าวันนี้เรามีเงิน 30,000 บาท ไม่รู้ว่าจะวางเงินไว้ที่ไหนดี?หลายคนอาจมีเงินออม 30,000 บาท แล้วไม่รู้ว่าควรเอาไปไว้ที่ไหนมาดูกันว่าการเลือกที่วางเงินไว้ต่างกันส่งผลต่อความมั่งคั่งในอนาคตแค่ไหน!  1. เก็บไว้เฉย ๆ (เงินเฟ้อ 3%) ผ่านไป 10 ปี เงินเหลือเพียง 22,123 บาท เท่านั้น! กำลังซื้อลดลงเพราะเงินเฝ้อ 2. ฝากธนาคาร (ดอกเบี้ย 1%, เงินเฟ้อ 3%) ผ่านไป 10 ปี จะได้ 24,512 บาทยังคงขาดทุนจากเงินเฟ้อ แต่ดีกว่าเก็บไว้เฉย ๆ3. ลงทุน (ผลตอบแทน 5% ต่อปี) ่ผ่านไป 10 ปี จะได้ 36,570 บาทเงินเพิ่มขึ้นจริง และต้านทานเงินเฟ้อได้! ” เงินที่นอนเฉย ๆ ไม่ได้สร้างผลตอบแทน แต่ยังเสียโอกาสที่จะเติบโตอีกด้วย “เพราะฉะนั้นการลงทุนคือ อาวุธที่จะช่วยให้คุณชนะเงินเฟ้อได้อย่างแน่นอน

มาเช็คไปพร้อมกันว่า รายได้ของเราต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่กันบ้าง 📌

อัตราภาษีแต่ละขั้น ตัวอย่างการคิด : หากมีรายได้ 600,000 บาท/ปี จะเสียภาษีเท่าไหร่ ? 150,000 บาทแรก → 0 บาท 150,000 บาทถัดมา → 7,500 บาท (5%) 200,000 บาทถัดมา → 20,000 บาท (10%) 100,000 บาทสุดท้าย → 15,000 บาท (15%)รวมเสียภาษี 42,500 บาท สิ่งสำคัญที่ควรรู้ :

วางแผนภาษีล่วงหน้า ดีกว่าจ่ายแพง 📌

หลายคนคิดว่าภาษีเป็นเรื่องที่ต้องกังวลแค่ช่วงสิ้นปี 💰แต่จริงๆ แล้วการวางแผนภาษีล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปีจะช่วยให้คุณ ดังนั้นอย่ารอให้ถึงปลายปีแล้วค่อยวางแผนเรื่องภาษีเริ่มต้นวางแผนวันนี้ ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าแถมสบายใจอีกด้วย

เรื่องภาษี ไม่ยากอย่างที่คุณคิด

ภาษีอาจเป็นสิ่งที่เราคิดว่ามันไกลตัว จนละเลยและไม่ได้ให้ความสำคัญแต่ภาษีอาจเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบกับการเงินของคุณในระยะยาวเมื่อคุณมีรายได้เพิ่มขึ้น สิ่งที่ควรรู้สำหรับการจัดการภาษีเบื้องต้น ได้แก่ 1. ไม่ใช่แค่มนุษย์เงินเดือนที่ต้องเสียภาษี แต่ยังรวมถึงอาชีพฟรีแลนซ์ อาชีพขายของออนไลน์ หรือรายได้อื่น ๆก็ต้องเสียภาษีด้วยเช่นกัน 2. สำหรับอาชีพที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปี ต้องจด VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เช่น อาชีพฟรีแลนซ์ อาชีพค้าขาย อาชีพที่ปรึกษาการเงิน หรืออาชีพอิสระ 3. การซื้อสินค้าเพื่อลดหย่อนภาษี จะใช้ลดหย่อนได้ในปีถัดไป เช่น ถ้าเราซื้อประกันสุขภาพใน ปี 2568 จะสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปลดหย่อนในช่วงต้นปี 2569 นั่นเอง 4. นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายจากประกันชีวิต เช่น ดอกเบี้ยบ้าน ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่สามารถนำไปใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน 5. ควรยื่นภาษีให้ตรงเวลา ปีละครั้งหรือช่วงต้นปีสามารถยื่นแบบออนไลน์ได้เลยง่ายมาก ยิ่งเริ่มวางแผนเร็ว ยิ่งเหลือเงินในกระเป๋ามากขึ้นสุดท้ายภาษีจะได้ไม่กระทบกับการเงินของเราในอนาคต

คู่หูกองทุนประหยัดภาษี

ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีลดหย่อนภาษี พร้อมกับการลงทุนที่มีเป้าหมายระยะยาวกองทุน Thai ESG และ RMF อาจเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ! เนื่องจากกองทุน Thai ESG (Environmental, Social, Governance)เป็นกองทุนรวมที่ เน้นลงทุนในหุ้นไทย ที่ผ่านการประเมินด้าน– สิ่งแวดล้อม– ความรับผิดชอบต่อสังคม– ธรรมาภิบาล ✔️ เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่อยากลงทุน “อย่างมีจริยธรรม” ✔️ ลดหย่อนภาษีได้ สูงสุด 103,000 บาท/ปี (ภายใต้เงื่อนไขตามที่รัฐกำหนด และกองทุน RMF (Retirement Mutual Fund) เป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่เน้นเกี่ยวกับ ✔️ ลงทุนระยะยาวเพื่อ “ใช้หลังเกษียณ” ✔️  เลือกได้หลายประเภท: หุ้น, ตราสารหนี้, ผสม ฯลฯ  ✔️ ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท/ปี(รวมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข. และประกันบำนาญ)  เงื่อนไข: ถือขั้นต่ำ 5 ปี, ขายได้เมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป, และซื้อต่อเนื่องทุกปี(ไม่มีขั้นต่ำ) ห้ามเว้นเกิน 1 ปี อย่ารอปลายปี!ยิ่งวางแผนไว ยิ่งเลือกกองทุนดีเริ่มตั้งแต่วันนี้ มีโอกาสเติบโตมากกว่า

4 โรคร้ายแรง ที่คนไทยมีโอกาสเป็นมากที่สุด!

จากสถิติคนไทย 1 ใน 4 คน มีโอกาสป่วยเป็นโรคร้ายแรงซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว โรคร้ายแรงเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะ 4 โรคนี้ที่พบได้บ่อย 1. มะเร็ง (พบมากในช่วงอายุ 50-70 ปี) 2.โรคหัวใจ (พบมากในช่วงอายุ 40-60 ปี) 3.โรคหลอดเลือดสมอง (พบมากในช่วงอายุ 30-65 ปี) 4.โรคไตเรื้อรัง (พบมากในช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป) 💡 ทางออกคือเตรียมพร้อมล่วงหน้า! 🔹 ดูแลสุขภาพและตรวจเช็กร่างกายสม่ำเสมอ 🔹 วางแผนการเงินและประกันสุขภาพเพื่อรองรับค่าใช้จ่าย ❤️ “สุขภาพดีไม่มีขาย แต่คุณวางแผนได้ตั้งแต่วันนี้” ❤️ #Internship Nichapat Niyomploy